108เกษตร
 
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน พฤศจิกายน 19, 2017, 06:19:51 AM


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น


หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  (อ่าน 6646 ครั้ง)
top
Administrator
Member
*****

คะแนน 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26


« เมื่อ: มกราคม 09, 2012, 05:18:46 PM »



ศัตรูข้าวที่สำคัญในช่วงเดือนกรกฎาคม ระยะนี้เป็นฤดูปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูกในระยะนี้ก็คือ ชัยนาท 1 ซึ่งมีคุณสมบัติต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว โรคใบหงิก (โรคจู๋) และค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ ดังจะเห็นได้จากการที่พื้นที่การเกิดการระบาดของโรคไหม้ และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เป็นพื้นที่บริเวณกว้างมากนั้นยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยในเขตภาคใต้ตอนล่าง จากการปฏิบัติงานร่วมกันของสำนักงานเกษตรอำเภอป่าพะยอม สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง และศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสงขลา พบว่าในระยะปลายเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ได้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคใบจุดสีน้ำตาลขึ้นเป็นพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นถ้าเทียบกับพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดใน 7 จังหวัดภาคใต้ก็ยังถือได้ว่ายังเป็นการระบาดในพื้นที่ที่ไม่มากนัก แต่ถ้าคิดเทียบกับพื้นที่ปลูกข้าวของอำเภอป่าพะยอมอำเภอเดียวก็จัดได้ว่าการระบาดเกิดเป็นบริเวณกว้าง สาเหตุการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจนเกษตรกร ไม่สามารถควบคุมได้นั้นน่าจะมาจากการใช้สารเคมีไซเปอร์เมทริน ทำการพ่นเพื่อกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในระยะแรกของการระบาด เนื่องจากสารเคมีที่ทางราชการแนะนำนั้นไม่มีจำหน่าย หรือหาได้ยากในเขตพื้นที่อำเภอป่าพะยอม ทำให้แมลงทุกชนิดที่อยู่ในแปลงนาตายหมดรวมทั้งศัตรูธรรมชาติที่สำคัญ เช่น แมงมุมต่าง ๆ และมวนเขียวดูดไข่ เป็นต้น หลังจากนั้นเมื่อไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลฟักออกมาเป็นตัวอ่อน และพัฒนาไปเป็นตัวเต็มวัยในเวลาต่อมาทำให้ไม่มีศัตรูธรรมชาติที่ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณ และเกษตรกรเกษตรกรก็ไม่ได้ทำการ พ่นสารเคมีกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอีกครั้งก่อนที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะวางไข่อีกครั้งทำให้เกิดการระบาด ซึ่งการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ถูกต้องนั้นต้องทำควบคู่กันกับการสำรวจ การใช้สารเคมีต้องใช้วิธีฉีดพ่นเป็นหย่อม ๆ เพื่อรักษาศัตรูธรรมชาติไว้

 

                        ศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสงขลา  ขอแนะนำให้ใช้วิธีการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยวิธีผสมผสาน ดังนี้
                        ในสถานการณ์ที่ไม่อาจเปลี่ยนพันธุ์ข้าวได้  ให้เกษตรกรระมัดระวังการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนโดยเฉพาะในรูปของปุ๋ยเคมีซึ่งมีไนโตรเจนในปริมาณสูง  ต้องใช้ให้น้อย ๆ การหว่านข้าวให้ใช้พันธุ์ข้าวไม่เกิน 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่  เพื่อไม่ให้ข้าวแน่นเกินไป เพราะจะเกิดความชื้นสูงในแปลงนา  ทำให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  หรือเปลี่ยนไปใช้การดำนา ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ทั้งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระยะกล้า  และปัญหาเรื่องหอยเชอรี่กัดกินกล้าข้าวได้  ในระยะข้าวแตกกอให้เกษตรกรหมั่นตรวจดูแปลงข้าวเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง   เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์การระบาดของแมลงศัตรูข้าวอย่างใกล้ชิด  อาจจะมีการใช้สมุนไพรในการป้องกันแมลงศัตรูข้าว เช่น บอระเพ็ด หรือน้ำส้มควันไม้  เพื่อไล่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและแมลงศัตรูข้าวอื่น ๆ  แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมีต้องเลือกใช้สารเคมีให้ถูกต้อง

การควบคุมปริมาณเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยใช้สมุนไพร
จากงานวิจัยของ รศ. ดร. สุภาณี พิมพ์สมาน สาขากีฏวิทยา ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่อง การใช้สารสกัดจากพืชและน้ำส้มไม้เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว พบว่าน้ำส้มไม้สามารถลดประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและน้ำส้มไม้ส่งเสริมให้แมลงแตนเบียนซึ่งเป็นแมลงที่มีประโยชน์ จะเข้าทำลายไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โดยจะควบคุมไม่ให้ประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนเกิดการระบาด โดยเปอร์เซ็นต์การทำลายไข่นั้นเพิ่มขึ้น 1 - 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับแปลงที่ไม่ได้พ่นสารและแปลงที่พ่นสารฆ่าแมลงสังเคราะห์ ส่งผลให้ประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงที่พ่นด้วยน้ำส้มไม้มีปริมาณที่ต่ำไปด้วย
นายวิชัย  มาฆพัฒนศิลป เกษตรอำเภอสรรคบุรี เปิดเผยว่ากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสระไม้แดง  เลขที่ 20/2  หมู่ 16 ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท  นำบอระเพ็ดแห้งบดเป็นผง แช่น้ำเพื่อนำน้ำสกัดจากบอระเพ็ดไปใช้ในการฉีดพ่นเพื่อขับไล่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ลดต้นทุนจากการจัดหาสารเคมีจำนวนมากโดยทดลองใช้ด้วยการหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หว่านในนาอัตรา 5  กก./ไร่  ได้ผลดี คือไม่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลาย  เนื่องจากต้องใช้ในปริมาณที่มากจึงทดลองทำเป็นผงเพื่อสกัดสารที่สำคัญ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้  นำลำต้นของบอระเพ็ดมาหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำไปตากแดดให้แห้งสนิท(สด 5 กก. เมื่อแห้งแล้วจะเหลือประมาณ 1 กก.)   ก่อนนำไปบดให้เป็นผงละเอียดเพื่อเก็บรักษาไว้ได้นานพร้อมที่จะนำไปใช้ต่อไป
การนำผงบอระเพ็ดไปใช้เมื่อพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  นำผงบอระเพ็ด แช่น้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 4  คือผงบอระเพ็ด 1 กก. แช่น้ำสะอาด 4 ลิตร (ใช้ได้ในพื้นที่นา 20 ไร่)  ดังนั้นถ้าจะนำไปใช้ในพื้นที่นา 10 ไร่ จะใช้ผงบอระเพ็ดจำนวน ครึ่งกิโลกรัมแช่ในน้ำสะอาด 2 ลิตร แช่นาน 1 คืน เมื่อจะใช้ให้กรองด้วยผ้าขาวบางป้องกันเศษผงอุดตันหัวฉีด(กากนำไปหว่านในนา)  อัตราส่วนที่ใช้คือน้ำหมักบอระเพ็ด 200 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 20  ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว โดยไม่ต้องควบคุมระดับน้ำ ผลการใช้ที่ผ่านมาพบว่า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะไม่ตายให้เห็น แต่ไม่พบทำลายต้นข้าวคาดกว่าคงจะหนีไปเพราะน้ำในนาและต้นข้าวมีรสขม  ถ้าฉีดพ่นเมื่อต้นข้าวอายุ 1 เดือนข้าวจะมีลำต้นแข็งแรงการเจริญเติบโตดี  ลดต้นทุนเป็นจำนวนมาก และมีสุขภาพที่แข็งแรงไร้ความกังวลจากอันตรายของสารพิษเพื่อการเกษตร

การใช้ชีววิธีในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
การใช้เชื้อรา Metarhizium spp. ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(Nilaparvata lugens, Stal) ในข้าว  จากงานวิจัย มณจันทร์ เมฆธน    และ  สุดาภรณ์ ใจชื่น นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่าสามารถควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้
ศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสงขลา  แนะนำให้ใช้เชื้อราแมตตาไรเซียม 1 ก.ก.ผสมน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นที่บริเวณกอข้าวในตอนเย็น
การควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล(Nilaparvata lugens, Stal) ในข้าวโดยชีววิธีด้วยเชื้อราบิวเวอร์เรีย Beauveria bassiana
คำแนะนำการใช้เชื้อราขาวบิวเวอร์เรียในการ  ป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลของศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสงขลา  ให้ใช้เชื้อราขาวบิวเวอร์เรีย 1 ก.ก.ผสมน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นที่บริเวณกอข้าวในตอนเย็น  
ข้อควรระวังในการใช้สารเคมีควบคุมปริมาณเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
สารเคมีที่ก่อให้เกิดการเพิ่มการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

เมทรินพาราไทออน  เพราะทำให้มวนเขียวดูดไข่(ศัตรูธรรมชาติ) มีจำนวนลดลง
เดลต้าเมทริน เมทรินพาราไทออน และไดอะซีนอน จะเพิ่มอัตราการกินและการขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
กรณีสารเคมีชนิดเม็ดที่มีการนำไปใช้ป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนกอข้าวของเกษตรกร : ได้แก่ คาร์โบซันแฟน มีคำแนะนำดังนี้ คือ
ห้ามนำสาร คาร์โบซันแฟน มาใช้ในนาข้าวด้วยเหตุผล

เนื่องจากเป็นพิษสูงต่อปลา และเป็นสารเคมีที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำ และอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง
เป็นสารที่ก่อให้เกิดการเพิ่มการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
เป็นตัวเร่งให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างความต้านทานกับพันธุ์ข้าว  ได้เร็วขึ้น
                        สารเคมีคาร์โบฟูรานไม่สามารถใช้ควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนกอข้าวได้  โดยเฉพาะการนำมาใช้ควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในระดับรากโดยการหว่านหรือฉีดพ่นตามใบและกอข้าว ทุกวิธีทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มจำนวนขึ้น
สารฆ่าแมลงไพรีทรอยด์สังเคราะห์  ที่ก่อให้เกิดการเพิ่มการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ไซเพอเมทริน
ไซฮาโลทริน แอล
ดีคาเมทริน หรือ เดลต้าเมทริน
อัลฟาไซเพอเมทริน
สารฆ่าแมลงไพรีทรอยด์สังเคราะห์ Esfenvalerate 5% EC ทำให้อัตราการขยายพันธุ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้น
การควบคุมปริมาณเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยใช้สารเคมี นั้น มีสารเคมีที่สามารถลดประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  อย่างได้ผลทางสถิติ คือ บูโปรเฟซิน ซึ่งเป็นสารเคมียับยั้งการลอกคราบ  และไอโซโปรคาร์ป  จะใช้สารเคมีชนิดไหนขึ้นอยู่กับการสำรวจ  ถ้าพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลวัยอ่อนเป็นจำนวนมากให้ใช้  บูโปรเฟซิน  ถ้าพบตัวเต็มวัยมากให้ใช้ไอโซโปรคาร์ป  ข้อพิจารณาสารทั้งสองชนิดนี้ต้องไม่นำไปผสมรวมกันกับ  สารเคมีชนิดอื่นไม่ว่าจะเป็นการผสมเองหรือผสมมาแล้วโดยผู้ผลิตก็ตาม  โดยเฉพาะสารในกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์  เนื่องจากสารในกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์  ไม่มีผลในการลดปริมาณเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแต่อย่างใด
บันทึกการเข้า
top
Administrator
Member
*****

คะแนน 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26


« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 09, 2012, 05:32:42 PM »

ลักษณะการทำลาย
ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนต้นข้าวเหนือระดับน้ำ ในขณะเดียวกันจะคอยขับถ่ายมูลน้ำหวาน (honey dew) ออกมา เป็นสาเหตุให้เกิดโรคราดำ เมื่อมีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจำนวนมากดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว จะทำให้ต้นข้าวแสดงอาการใบเหลืองแห้ง คล้ายถูกน้ำร้อนลวก ซึ่งเรียกว่า "อาการไหม้เป็นหย่อม" (Hopper burn) ถ้ารุนแรงมาก ต้นข้าวจะแห้งตาย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของข้าว นอกจากนี้ยังเป็นพาหะนำเชื้อวิสา ซึ่งทำให้เกิดโรคใบหงิกหรือโรคจู๋ (Rice ragged stunt) มาสู่ต้นข้าวอีกด้วย โรคนี้เกิดกับต้นข้าวได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ต้นข้าวอายุตั้งแต่ 15-45 วัน ถ้าได้รับเชื้อโรคจู๋ จะแสดงอาการรุนแรงมาก ส่วนต้นข้าวอายุเกิน 60 วันไปแล้ว ได้รับเชื้ออาการจะไม่รุนแรง ต้นข้าวที่ได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการต้นเตี้ยแคระแกรน และไม่ออกรวงหรือออกรวงน้อย ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม ปริมาณเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะเพิ่มขึ้นตามอายุข้าว จากระยะกล้าถึงระยะออกรวง ซึ่งในระยะตั้งท้องและออกรวงมักจะพบประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสูงที่สุด และอาการใบไหม้มักจะเกิดในระยะนี้
รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงศัตรูข้าวพวกปากดูด ชอบอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นข้าวและดูดน้ำเลี้ยงจากบริเวณนั้น ตัวเมียจะวางไข่บริเวณเส้นกลางใบหรือกาบใบข้าว ไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีสีขาว ลักษณะเป็นกลุ่ม เรียงเป็นแถวในแนวตั้งฉากกับกาบใบคล้ายหวีกล้วย ทำให้กาบใบเป็นรอยช้ำสีน้ำตาล มองเห็นได้ชัด ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ถึง 200 ฟอง ระยะไข่ใช้เวลา 7 วัน จึงฟักเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อน หลังจากฟักออกจากไข่จะอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นข้าว ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความชื้นสูง ตัวอ่อนมีสีขาว มีการลอกคราบ 5 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 16 วัน และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัย มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา ขนาดลำตัวยาวประมาณ 3 มม. กว้าง 1 มม. ตัวเต็มวัยมีรูปร่าง 2 แบบ คือ เป็นได้ทั้งชนิดปีกยาวและชนิดปีกสั้น ตัวเมียมีอายุประมาณ 15 วัน ตัวเมีย 13 วัน มีนิสัยชอบเล่นไฟในเวลากลางคืน
การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด
พบระบาดทั่วไปในแถบที่มีการปลูกข้าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี แมลงจะอพยพจากทะเลจีนใต้ จากตอนล่างของประเทศจีนทุกต้นฤดูกาลเพาะปลูก และเพิ่มปริมาณมากขึ้นหลังจากเริ่มลงทำลายข้าว สำหรับในประเทศไทยพบทั่วประเทศ แต่การระบาดถึงกับทำความเสียหาย พบมากโดยเฉพาะในภาคกลาง เช่น จังหวัดนครปฐม ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท สุพรรณบุรี และกรุงเทพมหานคร การระบาดอาจเกิดขึ้นได้ทั้งนาปีและนาปรัง พืชอาหาร เช่น ข้าวป่า หญ้าต่างๆ
การป้องกันและกำจัด
1. ควรงดการปลูกข้าวนาปรัง และปลูกพืชอื่นทดแทน เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
2. ควรปลูกข้าวพันธุ์ที่มีความต้านทาน หรือค่อนข้างต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหรือพันธุ์อื่นๆที่เกษตรกรพบว่ามีการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลน้อยในฤดูเดียวกัน
3. ควรปลูกข้าวหลายๆพันธุ์ และพยายามหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวพันธุ์เดียวตลอดในท้องที่เดียวกัน
4. ลดการใช้ปุ๋ยยูเรีย
5. ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตราที่แนะนำ คือ 10-15 กิโลกรัม/ไร่
6. ในนาที่สามารถควบคุมน้ำได้ ถ้าพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในขณะที่ข้าวยังเล็กอยู่ ให้ไขน้ำท่วมยอดข้าว จะช่วยทำลายไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ ถ้าพบระบาดในระยะข้าวแตกกอเต็มที่แล้ว ให้ระบายน้ำออกจากนาให้หมด จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศน์ ทำให้ไม่เหมาะสมในการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้
7. หมั่นสำรวจตรวจนับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตามโคนกอข้าวอย่างสม่ำเสมอ ไร่ละ 10 จุด ๆ ละ 10 ต้น (นาหว่าน) ถ้าเป็นนาดำไร่ละ 10 กอ เมื่อพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 1 ตัวต่อต้น หรือ 10 ตัวต่อกอ ให้พิจารณาศัตรูธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมในนาก่อนตัดสินใจใช้สารเคมี
8. ควรใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามคำแนะนำ และพ่นสารเคมีในจุดที่มีการระบาดเท่านั้น
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีศัตรูธรรมชาติทั้งตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อโรค
1. ตัวห้ำ
1.1 มวนเขียวดูดไข่ (Cyrtorhinus lividipennis) เป็นตัวห้ำในระยะไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีบทบาทในการลดปริมาณของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาก ตัวเต็มวัยสีเขียว หัวและอกสีดำ ลำตัวยาว 2.5 - 3.3 มม. กินไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลประมาณ 7-10 ฟองต่อวัน
1.2 ด้วงเต่า ด้วงเต่าสีส้ม ด้วงเต่าลายหยัก ด้วงเต่าลายสมอ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เป็นตัวห้ำ กินไข่ กินตัวอ่อน และตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล วันละ 5-10 ฟองต่อตัว
1.3 แมงมุง
1.3.1 แมงมุมหมาป่า มีลักษณะเด่นคือส่วนบนหัวใต้ตา มีลายรูปสามง่ามสีน้ำตาลอ่อน ตัวยาว 5-18 มม. ตัวสีน้ำตาลออกดำ แมงมุมชนิดนี้ไม่สร้างใย อาศัยจับเหยื่อบริเวณโคนต้นข้าว ตัวเมียมีอายุประมาณ 3-4 เดือน ปกติถุงไข่จะเกาะติดส่วนท้องของเพศเมีย จนกระทั่งไข่ฟักเป็นตัวและตัวอ่อนยังคงเกาะติดอยู่อีกระยะเวลาหนึ่ง อาหารของแมงมุมนี้ ได้แก่ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดด และหนอนกอ เป็นต้น โดยเฉลี่ยแมงมุม 1 ตัว สามารถทำลายเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ 3-15 ตัวต่อวัน
1.3.2 แมงมุมตาหกเหลี่ยม ตัวยาว 7-10 มม. ตาเรียงเป็นรูปหกเหลี่ยม ลำตัวมีสีน้ำตาลปนแดง หรือสีเขียวอ่อนสลับขาวตามความยาวของลำตัว อาศัยจับเหยื่อบรเวณใบข้าวแต่ไม่สร้างใยเช่นเดียวกับแมงมุมหมาป่า ตัวเมียผลิตไข่ได้ 200-350 ฟอง มีอายุไข่ประมาณ 3-5 เดือน
1.3.3 แมงมุมสวน ตัวยาว 5-20 มม. ตัวสีน้ำตาลปนเหลือง หัวส่วนกลางและด้านข้างมีลายสีเงินแวววาว แมงมุมชนิดนี้จะชักใยคอยดักเหยื่อบริเวณใบข้าว ตัวเมียสามารถวางไข่ได้ 600-800 ฟอง มีอายุประมาณ 2-3 เดือน
1.3.4 แมงมุมขายาว ตัวยาว 10-18 มม. ตัวสีน้ำตาลปนเหลืองหรือสีส้ม มีเขี้ยวยาวและใหญ่ ขายาวมาก
1.4 มวนจิงโจ้น้ำ ตัวดำเป็นมัน ลำตัวยาว 1.5 มม. อยู่เป็นกลุ่มตามผิวน้ำหรือโคนต้นข้าว กินเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 7 ตัวต่อวัน
1.5 ด้วงดิน ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกินเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 3-5 ตัวต่อวัน
1.6 แมลงปอเข็ม ตัวอ่อนแมลงปอเข็มจะคอยจับตัวอ่อนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกิน อาศัยอยู่บริเวณโคนกอข้าว
2. ตัวเบียน ตัวเบียนที่สำคัญที่ทำลายไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
2.1 แตนเบียนอะนากรัส (Anagrus sp.) ตัวเล็กมาก ยาว 0.8 มม. ตัวสีส้มแดง เป็นตัวเบียนทำลายไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 15-30 ฟองต่อวัน ไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ถูกทำลายแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง
2.2 แตนเบียนโอลิโกซิต้า (Oligosita sp.) ตัวเต็มวัยมีสีเหลืองเขียว มีปีกใส เป็นตัวเบียนทำลายไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 2-8 ฟองต่อวัน
2.3 แตนเบียนซูโดโกนาโตพัส (Pseudogonatopus sp.) เป็นแตนเบียนที่ทำลายตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ประสิทธิภาพในการทำลายค่อนข้างต่ำ รูปร่างคล้ายมด ลำตัวเป็นสีน้ำตาล ตัวเมียไม่มีปีก ตัวผู้จะมีปีก
2.4 เชื้อรา ได้แก่ เชื้อราขาว (Beauveria bassiana) เชื้อราเขียว (Metarhizium sp.) และเชื้อราเฮอร์ซูเทลล่า (Hirsutella citriformis) ทำลายเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

http://www.agriqua.doae.go.th
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF

Valid XHTML 1.0! Valid CSS! Dilber MC Theme by HarzeM